H

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

สนใจสมัครเป็นสมาชิก
กรุณาคลิก member page
ส่วนผู้ที่ต้องการดูหัวข้อบทความ
ทั้งหมด ที่มีบริการอยู่ขณะนี้
กรุณาคลิกที่ contents page
หรือหน้าสารบัญ ซึ่งมีอยู่ 2 หน้า
และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือประกาศข่าว
กรุณาคลิกที่ปุ่ม webboard

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545(at)yahoo.com
midnightuniv(at)yahoo.com

เว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ทางเลือกเพื่อการศึกษาสำหรับสังคมไทย :

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 340 หัวเรื่อง
ข้อเสนอ - สิทธิการทำแท้งเสรี
รองศาสตราจารย์ ใจ อึ้งภากรณ์
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

(บทความนี้ยาวประมาณ 7 หน้า)
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง จะแก้ปัญหาได้

บทความของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สามารถคัดลอกไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้ หากนำไปใช้ประโยชน์ กรุณาแจ้งให้ทราบที่

midnightuniv(at)yahoo.com
midnight2545(at)yahoo.com

020147
release date
R
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆของเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
Wisdom is the ability to use your experience and knowledge to make sensible decision and judgements

เสนอให้ออกกฎหมายการทำแท้งเสรี
คนไทยต้องสนับสนุนสิทธิในการทำแท้ง
ถึงเวลาเปลี่ยนกฏหมายแล้ว
รองศาสตราจารย์ ใจ อึ้งภากรณ์
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(บทความนี้ยาวประมาณ 7 หน้ากระดาษ A4)
เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๗



ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการทำแท้งในไทยคือ การที่รัฐมนตรีสาธารณสุข สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คุกคามคลีนิคและองค์กรเอกชนที่ให้ข้อมูลและความช่วยเหลือ เพื่อให้หญิงมีช่องทางในการทำแท้งที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย ถ้ารัฐมนตรีสุดารัตน์และรัฐบาล ไทยรักไทย ไม่เปลี่ยนนโยบายตรงนี้จะก่ออาชญากรรมกับสตรีไทย และสมควรที่จะถูกประณามว่าต่อต้านสิทธิสตรี

ก่อนอื่นเราต้องชัดเจนว่าสิ่งที่สุดารัตน์และรัฐบาล ไทยรักไทย กำลังกระทำอยู่ในการปิดกั้นสิทธิในการเลือกทำแท้งซึ่งมีน้อยนิดเหลือเกินในสังคมเรา ไม่เกี่ยวอะไรกับศีลธรรมหรือศาสนาพุทธแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องเผด็จการเหนือร่างสตรีมากกว่า

สาเหตุที่เรามั่นใจตรงนี้ได้ก็เพราะ เมืองไทยอาจเป็นเมืองพุทธแต่รัฐบาลส่งเสริมการประหารชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นการฆ่าคน แถมมีการอวดว่าการฉีดยาพิษเป็นวิธีการ "ก้าวหน้า" ในการฆ่าคน… เมืองไทยอาจเป็นเมืองพุทธ แต่รัฐบาลชุดนี้ต้องรับผิดชอบกับการที่คนบริสุทธิ์(ไม่ผ่านการพิพากษาจากศาล) ถูกฆ่าตาย 2500 กว่ารายใน"สงครามยาเสพติด"ของรัฐบาล และอย่าลืมว่าหลายคนถูกฆ่าโดยเจ้าหน้าที่รัฐด้วย

เมืองไทยอาจเป็นเมืองพุทธแต่รัฐบาล ไทยรักไทย สนับสนุนสงครามที่สหรัฐทำในอิรักถึงขนาดที่ส่งทหารไปช่วยยึดครองประเทศนั้นท่ามกลางการฆ่าฟันชาวอิรักผู้บริสุทธิ์ และทำไปเพื่อหวังเศษขี้เล็บจากอภิสิทธิ์ในการลงทุนในอาณานิคมใหม่ของสหรัฐ

ยิ่งกว่านั้นในวันที่ทหารไทยเดินทางไปอิรักก็มีพระสงฆ์ศาสนาพุทธมาให้พรกับทหาร อย่าลืมว่าทหารมีอาชีพหลักในการฆ่าคนนะ เขาไม่ได้ถือปืนไว้เป็นของเด็กเล่น รถถังของกองทัพไทยไม่ได้มีไว้ไถนา มีไว้ฆ่าคนอย่างเดียว และรัฐบาลที่คุณสุดารัตน์เป็นสมาชิกกำลังหมอบคลานเชิญสหรัฐมาตั้งฐานทัพในไทย ก็เพื่อฆ่าคนอีกด้วย

สรุปแล้ว คุณสุดารัตน์และรัฐบาล ไทยรักไทย ทั้งชุด ไม่เคยปฏิเสธการฆ่าคน ไม่ว่าจะเป็นการประหารชีวิตนักโทษ การฆ่าผู้บริสุทธิ์ที่ยังไม่ขึ้นศาล หรือการเตรียมพร้อมเพื่อทำสงครามฆ่าคน

ศาสนาพุทธเป็นทางเลือกปฏิบัติของปัจเจกชน อาจเป็นทางเลือกของคนส่วนใหญ่ในไทยก็ได้ แต่ศาสนาพุทธไม่น่าจะเป็นเรื่องที่รัฐก้าวเข้ามาตีความเพื่อห้ามปรามสิทธิเสรีภาพของสตรีในร่างของตนเองในขณะที่รัฐเห็นด้วยกับการฆ่าชีวิตสารพัดรูปแบบ

เรื่องสิทธิในการเลือกทำแท้ง เรื่องนี้ไม่เคยเป็นเรื่องของการฆ่าชีวิตเลย ประเด็นหลักคือสิทธิที่หญิงจะเลือกว่าอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายเธอ ชีวิตของเธอต้องมีความสำคัญมากกว่า"เตรียมชีวิต"ที่อยู่ในท้องเธอเสมอ และเด็กทุกคนที่เกิดมาควรเป็นเด็กที่ผู้ใหญ่พร้อมจะรักและดูแลด้วยความอบอุ่น ดังนั้นนโยบาย ไทยรักไทย เป็นการละเมิดสิทธิสตรีและสิทธิมนุษย์ชนขั้นพื้นฐาน

…แต่มันร้ายกว่านั้น เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกที่สามารถห้ามการทำแท้งได้จริง ไม่ว่าจะมีกฏหมายล้าหลังและป่าเถื่อนแค่ไหน การมีกฏหมายห้ามทำแท้งเพียงแต่เป็นหลักประกันว่าสตรีที่จำเป็นต้องทำแท้งจำนวนหนึ่งจะต้องตายภายใต้มือของหมอเถื่อนต่างหาก

องค์กรเอกชนบางองค์กรในไทยพยายามจะลดความเสี่ยงของสตรีตรงนี้ แต่รัฐมนตรีสุดารัตน์ไม่พอใจกับจำนวนหญิงที่บาดเจ็บล้มตายเพราะต้องไปทำแท้งกับหมอเถื่อนในปัจจุบัน ดูเหมือนสุดารัตน์อยากเพิ่มจำนวนให้สูงขึ้นด้วยการปิดทุกช่องทางที่จะทำแท้งปลอดภัย นี่หรือคือ"ศีลธรรม"ของรัฐมนตรีสาธารณสุขและรัฐบาล ไทยรักไทย ??

และที่น่าสงสัยมากคือมันดูสวนทางกับนโยบายปราบกิจการใต้ดินของรัฐบาลด้วย เพราะเป็นนโยบายที่ส่งเสริมการทำแท้งอันตรายแบบใต้ดินให้เพิ่มขึ้น

สิทธิเสรีภาพในการเลือกที่จะทำแท้งหรือไม่ คือสิทธิเสรีภาพในการที่พลเมืองหญิงจะกำหนดอนาคตของร่างกายตนเอง มันคือสิทธิสตรีพื้นฐาน มันเป็นประโยชน์สำหรับชายและหญิง โดยเฉพาะคนธรรมดาที่จ่ายเงินแบบคนรวยเพื่อทำแท้งปลอดภัยเงียบๆ ไม่ได้

หลายแสนหลายล้านคนในประเทศไทยเข้าใจสิ่งนี้ เพราะมีประสบการณ์โดยตรงหรืออย่างน้อยรู้จักและเห็นใจเพื่อน หรือญาติผู้หญิงที่เคยทำแท้ง ดังนั้นผมขอเรียกร้องให้นักสิทธิสตรีทั้งหลาย พวกเฟมินิสต์ นักสิทธิมนุษยชน นักประชาธิปไตย และนักสหภาพแรงงาน จงช่วยกันออกมาเรียกร้องให้มีการแก้กฏหมายทำแท้งอย่างเร่งด่วน ยกเลิกมันไปเลยยิ่งดี และถ้า ไทยรักไทย ไม่เปลี่ยนจุดยืนก็อย่าเลือกพรรคนี้อีก สตรีไทยจะได้มีเสรีภาพในการเลือกทำแท้งอย่างปลอดภัยและโปร่งใสสักที ประเทศไทยจะได้เป็นประเทศอารยะ

"แนวร่วมเพื่อสิทธิในร่างกายตนเองของสตรี" เป็นแนวร่วมด้านกว้างเฉพาะหน้าของผู้ที่รักความเป็นธรรมและให้ความสำคัญกับสิทธิสตรีในประเทศไทย เรามองว่าการที่รัฐบาล ไทยรักไทย โดยเฉพาะรัฐมนตรีสาธารณสุข สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คุกคามสิทธิอันน้อยนิดที่สตรีไทยมีในการรับข้อมูล และในโอกาสการเลือกทำแท้งปลอดภัยเป็นการเดินถอยหลังเข้าคลอง และสวนทางกับกระแสพัฒนาสิทธิเสรีภาพในประเทศไทย

เรามีข้อเรียกร้องหลักสองประการคือ:
1) รัฐบาล ไทยรักไทย ต้องเลิกคุกคามคลีนิคและองค์กรเอกชนที่ให้ข้อมูลและความช่วยเหลือกับสตรีเกี่ยวกับการทำแท้งปลอดภัย
2) ประชาชนไทยต้องร่วมแรงร่วมใจกันรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนกฏหมายไทย เพื่อเปิดโอกาสให้หญิงมีสิทธิเสรีภาพอย่างทั่วถึงที่จะเลือกทำแท้งอย่างปลอดภัยและไม่ขัดกับกฏหมาย

ถ้าสำรวจประเทศต่างๆ ทั่วโลกเราจะเห็นรูปแบบคล้ายๆ กันคือ รัฐบาลที่ส่งเสริมการทำสงครามและการประหารชีวิต ซึ่งล้าหลังในเรื่องสิทธิมนุษยชนมาก มักเป็นรัฐบาลที่ต่อต้านสิทธิเสรีภาพของสตรีในการเลือกทำแท้ง แต่รัฐประเภทนี้ยังหน้าด้านอ้างถึงการที่ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าชีวิตในกรณีทำแท้ง!

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาของ จอร์ช บุช เป็นตัวอย่างที่ดี บุชส่งเสริมสงคราม ส่งเสริมการประหารชีวิต แต่รณรงค์ให้มีการห้ามทำแท้ง ส่วนรัฐบาลของประเทศอารยะในยุโรปตะวันตกหลายประเทศ มักจะส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เลิกการประหารชีวิต พยายามไม่ก่อสงคราม และเปิดให้สตรีมีเสรีภาพในการเลือกทำแท้ง เราชาวไทยต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศแบบไหน?

เหตุผลหลักในการทำแท้งมาจากความไม่พร้อมทางเศรษฐกิจของมารดาและบิดา ในการวิจัยทางภาคเหนือและอีสานของไทยที่ทำในปี ๒๕๔๔ โดย ณัฐยา บุญภักดีและคณะ พบว่า "การตั้งท้องที่มีปัญหา" 42% เกิดจากการไม่พร้อมทางเศรษฐกิจ อีก 47% มาจากการที่มีปัญหาเรื่องการคุมกำเนิดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ส่วน เพียง 10% มาจากการที่คู่รักไม่ยอมรับผิดชอบ หญิงอยู่ในสภาพนอกสมรส หรือกำลังเรียนหนังสืออยู่

ข้อมูลทั่วไปทำให้เราเห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่ทำแท้งในไทยและที่อื่นคือหญิงที่มีคู่ถาวร อาจใช้การคุมกำเนิดด้วยแต่พลาด การทำแท้งไม่ใช่การกระทำที่ใครเลือกง่ายๆ ไม่เชื่อก็ไปถามคนที่เคยทำแท้งก็ได้ ไม่มีใครเลือกทำแท้งแทนการใช้วิธีคุมกำเนิด และที่สำคัญคือ…มันไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการมั่วเซกซ์

พวกหัวอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านสิทธิในการทำแท้ง มักเป็นคนที่ต่อต้านการส่งเสริมการใช้ถุงยางอีกด้วย สำหรับเขา ชีวิตหญิงในอดีตที่อยู่ใต้แอกของการออกลูกอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่ง "งดงาม"

ในประเทศไทยมีหลายคนพยายามรณรงค์ให้มีการแก้กฏหมายห้ามทำแท้ง เพื่อให้สตรีมีเสรีภาพเหนือร่างของตนเอง ในขณะเดียวกันมีผู้รักความเป็นธรรมหลายคน รวมถึงแพทย์พยาบาลในองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ต้องการปกป้องความปลอดภัยของสตรีที่จำเป็นต้องทำแท้ง เขาควรจะได้รับการยกย่องว่านำร่องในการเสริมสิทธิมนุษยชน แต่แทนที่เขาจะได้รับคำยกย่องจากรัฐบาลชุดนี้ กลับมีรัฐมนตรีหวังร้ายต่อสตรีไทยที่พยายามจับผิดโดยส่งตำรวจไปค้นคลีนิค

ข้อมูลเกี่ยวกับภัยจากกฏหมายห้ามทำแท้งในโลกจริง

1. ทุกๆ ปีหญิงทั่วโลก 50 ล้านคนจะทำแท้ง ครึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นต้องทำแท้งผิดกฎหมายเพราะในประเทศของเธอมีกฏหมายห้ามทำแท้ง ดังนั้น กฏหมายห้ามทำแท้งไม่มีผลในการห้ามไม่ให้หญิงทำแท้งแต่อย่างใด องค์กรสุขภาพอนามัยโลก (W.H.O.) คาดว่าทุกปีมีหญิง 200,000 คนเสียชีวิตจากการทำแท้งผิดกฏหมาย เพราะการทำแท้งผิดกฏหมายอันตรายอย่างยิ่งเนื่องจากต้องไปทำกับหมอเถื่อน

2. ก่อนที่จะออกกฏหมายอนุญาตทำแท้ง "เสรี" ในอังกฤษเมื่อปี 1967 มีหญิงตายจากการทำแท้งปีละ 500 ราย แต่หลังการออกกฏหมาย ปรากฏว่าตายเพราะการทำแท้งปีละไม่เกิน 2 ราย บางปีไม่มีตายเลย

3. ในประเทศไทยคาดว่ามีการทำแท้งผิดกฏหมาย 300,000 รายต่อปี หรือประมาณ 30% ของหญิงตั้งครรภ์ แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ประเมินเท่านั้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดกฏหมายจึงหาข้อมูลได้ยาก เราพอสรุปได้ว่ากฏหมายห้ามทำแท้งของไทยมีผลในรูปแบบเดียวเท่านั้น คือบังคับให้หญิงยากจนไปหาหมอเถื่อน

สิทธิการทำแท้งเสรี โดยไม่มีขีดข้อจำกัดทางกฏหมาย เป็นสิทธิที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของสตรีได้ เราต้องการให้หญิงมีเสรีภาพที่จะควบคุมร่างของตนเองด้วยการคุมกำเนิด แต่ถ้ามีการพลาดเราอาจต้องใช้การทำแท้ง สิทธิในการทำแท้งเสรีควรมองว่าเป็นสิทธิที่จะช่วยไม่ให้มีเด็กเร่ร่อน เพราะเด็กทุกคนที่เกิดมา จะเกิดในสภาพที่ผู้ปกครองพร้อมที่จะดูแลเขาได้ด้วยความรักเต็มใจ

แต่เราไม่ควรหยุดอยู่แค่นั้น เราควรเรียกร้องให้สังคมทั้งสังคมรักใคร่ดูแลเด็กทุกคนด้วยทรัพยากรของชาติและความอบอุ่นด้วย ถึงเวลาแล้วที่เราควรยกเลิกกฏหมายห้ามทำแท้งในเมืองไทย

แนวร่วมเพื่อสิทธิในร่างกายตนเองของสตรี
ตู้ ปณ. 11 ปณฝ. บางปะแก้ว กรุงเทพฯ 10141

ความคิดเห็นจากผู้อ่าน

ความคิดเห็นที่ 1
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง สตรีเราควรมีสิทธิ์ในการจัดการกับร่างกายตัวเอง การที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของเด็กที่เกิดมาต้องเป็นความยินยอมพร้อมใจและเป็นความปรารถนาของสตรีไม่ใช่สิ่งที่ต้องแบกรับเพราะถูกยัดเยียดความเป็นแม่ให้ การทำแท้งไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาพุทธ

ศาสนาเป็นแค่เครื่องมือที่รัฐใช้เข้ามาเป็นกลไกหนึ่งในการควบคุมชีวิตประชาชน การส่งทหารไปอิรักซิน่าจะถูกเหยียดหยามมากกว่าการทำแท้ง พวกคนดีทั้งหลายมักชอบกำจัดชีวิตที่เกิดมาแล้วมากกว่าการจัดการกับชีวิตที่ยังไม่พ้นครรภ์มารดา อย่างไหนโหดร้ายกว่ากัน เป็นสิทธิ์ที่เราผู้หญิงทั้งหลายควรปลดแอกจากผู้ชาย (ผู้ออกกฎหมาย) เสียที
โดย เบญจเพส [29 ธ.ค. 2546 , 18:13:59 น.]

ความคิดเห็นที่ 2
รศ.ใจ เห็นด้วยกับสิทธิของสตรี แต่ไม่เห็นด้วยกับชีวิตอีกชีวิตหนึ่งที่อยู่ในท้องของสตรีหรือคะ ดิฉันคิดว่าอ.ใจทราบแล้วเสียอีก ว่านโยบายของ ทรท.และสุดารัตน์มีออกมาเพื่อคานอำนาจ ธุรกิจการทำแท้งระบบเสรีที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทย ถ้าการทำแท้งแบบถูกกฎหมายได้รับการยอมรับให้ทำได้ ทุกวันนี้ที่มีสตรีและบุรุษออกมาเรียกร้องให้เกิดกฎหมายทำแท้ง สาเหตุหนึ่งมาจาก "ราคา"ที่แพงเกินจริงของ ธุรกิจการทำแท้ง(เถื่อน)ที่ไม่ใช่โรงพยาบาล มิใช่หรือคะ ถ้านำมาทำให้ถูกกฎหมายเสีย แน่นอนว่าการอนุญาติให้ทำแท้งจะสามารถทำกันได้(อย่างสะดวก)ตามโรงพยาบาลของรัฐ และสิ่งที่จะตามมาก็คือ

- ค่าใช้จ่ายถูกลง(กว่า 4 เท่า)
- ปลอดภัยและเสี่ยงอันตรายน้อยกว่าไปทำแท้งเถื่อน.

ดิฉันเห็นว่า จาก พรบ.ในกฎหมายไทยก็มีรับรองให้การทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย สามารถทำได้ในหญิงที่มีความจำเป็นอยู่หลายกรณีแล้ว เช่น

- ถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์
- หญิงที่ครรภ์เสี่ยงต่อความปลอดภัยของแม่
-หญิงที่ไม่มีความสามารถดูลครรภ์ได้

และกรณีดังกล่าวจากอำนาจที่กฎหมายเดิมบัญญัติไว้มันไม่ได้ครอบคลุมไปถึงหญิง "บางกลุ่ม" ที่ไม่ต้องการบุตร เมื่อพลาดพลังตั้งครรภ์ขึ้นมาด้วยสาเหตุอื่นๆ เช่น

- รักในวัยเรียน
- โสเภณี
- เด็กนักศึกษาขายตัว
- พฤติกรรมในกลุ่มที่นิยมการมีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ได้ป้องกัน
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยอมป้องกัน

ประเด็นที่อาจารย์คิดว่า หญิงดังกล่าวที่ไปทำแท้งเพราะ"ยากจน" ดิฉันขอค้านความคิดของอาจารย์ตรงจุดนี้ค่ะ ด้วยความเคารพ
โดย mu [30 ธ.ค. 2546 , 02:13:05 น.]

ความคิดเห็นที่ 3
และขอถามอีกหนึ่งคำถาม อ.ใจต้องการให้คนไทยสนับสนุนสิทธิในการทำแท้ง และแก้กฎหมาย ดิฉันสงสัยนิดหนึ่งตรงสิทธิที่ อ.อยากให้สนับสนุน พอๆกับสิทธิที่คนจะเลือกเดินเข้าไปซื้อของกิน-ใช้ในร้านสะดวกซื้อเลยหรือเปล่าคะ กฎหมายเดิมดีอยู่แล้วค่ะ และเพียงพอแล้วด้วยสำหรับสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมไทยในยุคสมัยที่ ผู้หญิง นิยมขายอวัยวะทางเพศแลกกับเงินเพื่อนำไปซื้อกระเป๋าหลุยส์วิกตอง หรือเอาไปเที่ยวกลางคืน ในยุคสมัยที่ โสเภณีไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพศหญิง หรือคนด้อยการศึกษาอีกต่อไป ยุคสมัยที่ ชาย-หญิงยอมรับว่าการอยู่กินฉันท์สามี-ภรรยาก่อนแต่งงานกลายเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ในยุคสมัยที่ ถุงยาง หรือ ยาคุมระหว่างการมีเพศสัมพันธุ์ ยังเป็นค่านิยมที่โดนปฎิเสธจากประชากรชาย-หญิงเกือบทุกระดับชั้นในประเทศ

ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ของอ.ใจ เพราะเหตุผลอะไร อาจารย์น่าจะเข้าใจดีอยู่แล้ว

หมายเหตุ...ดิฉันยินดีให้มีการรณรงค์และให้ความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธุ์แบบปลอดภัยกับประชากรในประเทศมากกว่า จะสนับสนุนให้คนหันมาให้ความสำคัญกับสิทธิในร่างกายของตัวเองด้วยการปฎิเสธผลพวงต่อเนื่องที่มาจากการกระทำของตัว
โดย mu [30 ธ.ค. 2546 , 02:24:19 น.]

ความคิดเห็นที่ 4
เราสนับสนุนความคิดนี้ของอ.ใจเต็มที่ อย่าเอาของที่ยังไม่มีชีวิตมาทำให้ชีวิตคนๆหนึ่งต้องทุกข์ทรมานเลย คนเราจะรวยหรือจน พลาดพลั้งได้ ทั้งสิ้น อาจไม่จน มีปัญญาเลี้ยง แต่เราไม่อยากเลี้ยง การทำแท้งเป็นทางออกที่ช่วยคนมากหลายให้มีชีวิตที่รุ่งเรืองอยู่ในสังคม มีความสุขได้

และอีกอย่างหนึ่ง ผู้หญิงควรมีสิทธ์ในร่างกาย ชีวิตของเรา ไม่ต้องถูกกำหนดด้วยคุณธรรมของคนอื่น ที่ไม่ได้มารับรู้อะไรด้วย
โดย ผู้หญิงของวันนี้ [31 ธ.ค. 2546 , 19:33:14 น.]

ความคิดเห็นที่ 5
ดิฉันเสนอให้เย็บช่องคลอดของผู้หญิง และตัดถุงอัณฑะของผู้ชายเสียก่อน ก่อนจะอนุญาตให้มีการทำแท้งอย่างถูกกฎหมายค่ะ เหตุผลเพราะ

1.มนุษย์ต้องมีความรับผิดชอบในการกระทำที่ตัวเองเป็นผู้ก่อ
2. ชีวิตไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ทำลาย แ ละโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำลายชีวิตที่เกิดจากการปฎิสนธิจากผลพวงของความไร้ความรับผิดชอบของมนุษย์
3.เมื่อมนุษย์ยังจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม และมนุษย์ยังต้องพึ่งพากระบวนการทางสังคม ทรัพยากรต่างๆที่เกิดขึ้นในระบบของสังคมไม่ได้มีหน้าที่ๆต้องรับผิดชอบ"ภาระ"ที่เกิดขึ้นจากการทำลายทรัพยากรของสังคมเองด้วยวิธีการทำแท้ง

ถ้าการทำแท้งไม่ก่อให้เกิดภาระทั้งทางตรงและทางอ้อม ดิฉันจะสนับสนุน วิธีการเย็บช่องคลอดและตัดถุงอัณฑะเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ภาระดังกล่าวหมดสิ้นไป ถ้ามนุษย์สามารถปรับตัวเองให้เข้าสู่ขั้นตอนนั้นได้ ดิฉันคิดว่ามนุษย์สมควรหันมาพิจารณาสนับสนุนสิทธิดังกล่าวตามที่ อ.ใจเสนอเอาไว้ค่ะ ถ้ายังทำไม่ได้ก็ไม่สมควรสนับสนุนการทำแท้ง เพราะพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่าละอายมากค่ะ
โดย mu [2 ม.ค. 2547 , 21:47:19 น.]

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv(at)yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv(at)yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545(at)yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

จากบทความต้นฉบับเรื่อง"คนไทยต้องสนับสนุนสิทธิในการทำแท้ง ถึงเวลาเปลี่ยนกฏหมายแล้ว" โดย รศ. ใจ อึ๊งภากรณ์
H

เว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เปิดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้ โดยไม่มีเงื่อนไขทางการศึกษา วัฒนธรรม การเมืองและเศรษฐกิจใดๆมาเป็นอุปสรรค และยังมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตความรู้ขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืน สมดุล และเป็นธรรม
ภาพรวมของเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ประกอบด้วย บทความทางวิชาการ บทความแปลและเรียบเรียง บทความถอดเทป บทความจากสมาชิกมหาวิทยา ลัยเที่ยงคืน ข่าว และกระดานแสดงความคิดเห็น (ในส่วนของกระดานความคิดเห็น เปิดบริการเพื่อเป็นช่องทางการนำเสนอข้อมูลอย่างหลากหลาย ทั้งข่าวท้องถิ่น ข่าวสารจากประเทศเพื่อนบ้าน บทความวิชาการที่น่าสนใจ)

ก่อนที่จะออกกฏหมายอนุญาตทำแท้ง "เสรี" ในอังกฤษเมื่อปี 1967 มีหญิงตายจากการทำแท้งปีละ 500 ราย แต่หลังการออกกฏหมาย ปรากฏว่าตายเพราะการทำแท้งปีละไม่เกิน 2 ราย บางปีไม่มีตายเลย...สิทธิเสรีภาพในการเลือกที่จะทำแท้งหรือไม่ คือสิทธิเสรีภาพในการที่พลเมืองหญิงจะกำหนดอนาคตของร่างกายตนเอง มันคือสิทธิสตรีพื้นฐาน มันเป็นประโยชน์สำหรับชายและหญิง โดยเฉพาะคนธรรมดาที่จ่ายเงินแบบคนรวยเพื่อทำแท้งปลอดภัยเงียบๆ ไม่ได้
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาของ จอร์ช บุช เป็นตัวอย่างที่ดี บุชส่งเสริมการทำสงคราม ส่งเสริมการประหารชีวิต แต่รณรงค์ให้มีการห้ามทำแท้ง ส่วนรัฐบาลของประเทศอารยะในยุโรปตะวันตกหลายประเทศ มักจะส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เลิกการประหารชีวิต พยายามไม่ก่อสงคราม และเปิดให้สตรีมีเสรีภาพในการเลือกทำแท้ง สำหรับพวกเราชาวไทย ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศแบบไหน?
ในการวิจัยทางภาคเหนือและอีสานของไทยที่ทำในปี ๒๕๔๔ โดย ณัฐยา บุญภักดีและคณะ พบว่า "การตั้งท้องที่มีปัญหา" 42% เกิดจากการไม่พร้อมทางเศรษฐกิจ อีก 47% มาจากการที่มีปัญหาเรื่องการคุมกำเนิดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ส่วน เพียง 10% มาจากการที่คู่รักไม่ยอมรับผิดชอบ หญิงอยู่ในสภาพนอกสมรส หรือกำลังเรียนหนังสืออยู่