บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 547 หัวเรื่อง
โทษภัยของการดูทีวีมากจนเกินไป
จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์
พัฒนศึกษา คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
The Midnight 's article

R
relate topic
280348
release date
เว็ปไซท์นี้มีการคลิกโดยเฉลี่ยต่อวัน 26000 ครั้ง สำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม 2547 - ขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่ให้ใช้พื้นที่
ผลงานวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซต์ วันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
The Midnight
University

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 540 เรื่อง หนากว่า 6700 หน้า ในรูปของ CD-ROM ในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง) สนใจสั่งซื้อที่ midnightuniv(at)yahoo.com - midnight2545(at)yahoo.com
หรือ ส่งธนาณัติถึง
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202
กรุณาส่งธนาณัติแลกเงินไปยัง สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50202
อย่าลืมเขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับตัวบรรจงด้วยครับ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดส่งทางไปรษณีย์ (การจัดส่งทางไปรษณีย์ จะลงทะเบียนทุกฉบับ)

ภัยจากการดูโทรทัศน์มากเกินไป
มันมากับทีวี : วิถีเสี่ยงของเด็กจอแก้ว
จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์
พัฒนศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย


บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 547

หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ บนเว็ปไซท์ของ ม.เที่ยงคืนครั้งแรกวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๗
(บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ 6 หน้ากระดาษ A4)

 

แม้โลกจะก้าวไปสู่สังคมสารสนเทศหรืออินเตอร์เน็ตแล้วก็ตาม แต่โทรทัศน์หรือทีวียังคงเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมมากสำหรับคนทุกเพศทุกวัย และด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมที่กระจายไปคู่กับทีวี ยิ่งทำให้ "วัฒนธรรมทีวี" กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวโลกไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นห่วงสำหรับคนยุคใหม่ก็คือ ปัจจุบันเด็กทั่วโลกต่างเกิด เติบโต และตกอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมทีวีที่ถือเป็นสิ่งแวดล้อมและสื่อการเรียนรู้ของเด็ก นั่นคือเด็กส่วนใหญ่จะใช้เวลากับการดูโทรโดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ประมาณ 3-5 ชั่วโมงต่อวัน(1) และอิทธิพลจากการดูทีวีนี้เองได้นำไปสู่ผลกระทบต่อเด็กทั้งด้านบวกและลบ ซึ่งข้อมูลจากการวิจัยของบางประเทศ ได้ชี้ให้เห็นความเสี่ยงและปัญหาอันเกิดจากผลกระทบของสื่อทีวีในหลายๆ เรื่อง อาทิ

- เรื่องเพศ ประเด็น "เปลือยโป๊ โชว์เซ็กส์" ดูเป็นเนื้อหาที่เด็กต้องเสี่ยงเจออยู่บ่อยครั้ง งานวิจัยจำนวนมากได้ชี้ให้เห็นว่า อิทธิพลของทีวีมีผลต่อการบ่มเพาะค่านิยมและพฤติกรรมทางเพศ ข้อมูลจากการศึกษาในสหรัฐชี้ว่า วัยรุ่นที่มีความถี่ในการรับสื่อเรื่องเพศสูงในระดับเปอร์เซ็นต์ไทส์ที่ 90 มีโอกาสมีเพศสัมพันธ์สูงกว่ากลุ่มที่มีความถี่ในการรับสื่อเรื่องเพศต่ำในระดับเปอร์เซ็นต์ไทส์ที่ 10 ถึงสองเท่าตัว

ขณะที่ในปี 1997 งานของ Kaiser Family Foundation ได้วิเคราะห์เนื้อหารายการพบว่า ในขณะที่ 2 ใน 3 ของภาพยนตร์และรายการบันเทิงเหล่านี้ จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ แต่มีเพียงร้อยละ 10 ของเนื้อหานี้เท่านั้น ที่มีนัยเกี่ยวกับการมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัย หรือผลร้ายของการมีเซ็กซ์แบบไม่รับผิดชอบ

นอกจากนี้การรับสื่อที่ยั่วยุทางเพศบ่อยๆ ยังจะส่งผลให้วัยรุ่นพัฒนาความเชื่อและบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมผิดๆ เกี่ยวกับการแสดงออกทางเพศ เช่น เชื่อว่าเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมหมกมุ่น หรือเชื่อเกินความเป็นจริงเกี่ยวกับอัตราความถี่ของการมีเซ็กส์ของคนในสังคม ตลอดจนความเชื่อว่าเซ็กส์ไม่มีความสัมพันธ์ต่อสถานภาพการแต่งงาน

- เรื่องความรุนแรง หรือ "โหด มันส์ เหี้ยม" ดูจะเป็นความบันเทิงประจำวันที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก ในสหรัฐอเมริกามีงานวิจัยถึงกว่า 600 ชิ้นในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความรุนแรงในสื่อประเภทต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่เข้าถึงเด็กได้มากที่สุดว่า มีความสัมพันธ์สูงต่อการมีทัศนคติที่ก้าวร้าวต่อผู้อื่นหรือต่อต้านสังคม การเพิกเฉยหรือยอมรับการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา และการเครียดหรือหวาดวิตกต่อการถูกทำร้าย

ข้อมูลจากสถิติในสหรัฐอเมริกายังพบว่าร้อยละ 86 ของอาชญากรทางเพศมีการเสพสื่อลามก (หนังโป๊/หนังสือโป๊) เป็นประจำ ยิ่งไปกว่านั้น จากการศึกษาประวัติของอาชญากรข่มขืนต่อเนื่อง (serial rapist) พบว่าเกือบทั้งหมดมีประวัติการเสพสื่อลามกมาตั้งแต่เล็ก

ในปี 1983 รัฐเนวาดา และอลาสก้า มีสถิติจำนวนผู้ซื้อสื่อลามกเช่นหนังโป๊หรือหนังสือโป๊ไปดูมากที่สุดในสหรัฐ และทั้งสองรัฐนี้ก็มีสถิติการข่มขืนมากที่สุดในประเทศด้วย(2) มีการประมาณการณ์ว่า ตลอดช่วงชีวิตของเด็กอเมริกันทั่วๆ ไปคนหนึ่ง เขาจะได้เป็นพยานของความรุนแรงในโทรทัศน์มากมาย กล่าวคือ ฆาตกรรมจำนวน 8,000 ครั้ง และความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ อีก 100,000 ครั้ง(3)

- เรื่องสุขภาพ ทั้ง "อ้วน-ผอม" เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่สอดแทรกมากับโฆษณา การดูโทรทัศน์มากเกินไปยังนำไปสู่การบริโภคเกินความจำเป็น ในสหรัฐพบว่า โดยเฉลี่ยเด็กอเมริกันจะดูโฆษณามากกว่า 20,000 ชิ้นต่อปี โดยร้อยละ 60 เป็นโฆษณาอาหารเสริม ลูกอม หรืออาหารที่ไม่ได้เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

ส่วนในรายงานจากผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน ซึ่งศึกษาพฤติกรรมเด็ก 15,000 คนในประเทศตะวันตกต่างๆ โดยเน้นที่ประเทศเยอรมนี ระบุว่า การดูโทรทัศน์มากเกินไปเป็นสาเหตุให้คนเยอรมันเสียชีวิตถึงปีละ 20,000 คน จากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูงและโรคเบาหวาน ซึ่งนับวันเด็กกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยเหตุดังกล่าวสูงขึ้นด้วย(4)

- เสี่ยงต่อสมองฝ่อ ความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดประการหนึ่งคือผลกระทบของทีวีที่มีต่อ "พัฒนาการทางสมองของเด็ก" ซึ่งดูจะเป็นความเสี่ยงที่มักถูกมองข้าม ในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสมองและพัฒนาการเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กเล็กได้ชี้ว่า การดูโทรทัศน์จะมีผลต่อการเจริญเติบโตพัฒนาการของสมอง โดยเฉพาะกระบวนการเรียนรู้ เด็กที่ดูโทรทัศน์มากๆ จะขาดการเล่นที่มีส่วนสําคัญต่อพัฒนาการของเด็ก

การดูโทรทัศน์ยังทําให้เด็กไม่ทำอย่างอื่นที่ควรจะทําในช่วงเวลานั้นๆ ในขณะที่เด็กที่ไม่ได้ติดโทรทัศน์จะใช้เวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว และพัฒนาทักษะทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เด็กที่ติดโทรทัศน์มากเกินไปกลับจะเป็นเด็กที่มีอารมณ์แปรปรวน ขี้โมโห ค่อนข้างเครียดง่าย ที่สำคัญการดูโทรทัศน์มากเกินไป หรือดูอย่างไม่เหมาะสมย่อมส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ของเด็กได้เช่นกัน

งานวิจัยด้านพัฒนาการของเด็กพบว่า ในช่วงที่เด็กอายุ 1-3 ขวบถ้ามีการดูทีวีมากเกินไปจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับสมาธิในการเรียนเมื่ออายุ 7 ขวบ และเด็กที่ดูทีวีตั้งแต่ 10 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์จะมีผลกระทบต่อสัมฤทธิ์ผลด้านการอ่านของเด็ก(5)




ในส่วนของประเทศไทยเรา ดูเหมือนเด็กๆ ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่มาจากทีวีไม่ต่างจากนานาประเทศ ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อปี 2546 ระบุว่าเด็กดูโทรทัศน์มากถึงวันละ 3-5 ชั่วโมง และคนส่วนใหญ่เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดูโทรทัศน์ ได้แก่ มีการกระตุ้นให้เกิดการเลียนแบบในเรื่องเซ็กส์และความรุนแรง ชีวิตถูกบ่มเพาะด้วยความฟุ่มเฟือย โดยโฆษณาทีวีจะเป็นตัวกระตุ้นการใช้จ่าย (6)

บนความเสี่ยง ที่ต้องช่วยกันดูแลเด็กๆ
แม้ความรู้เกี่ยวกับอิทธิพลและผลกระทบของทีวีที่มีต่อเด็กๆ ได้ชี้ให้เห็นความเสี่ยงและ "ภัยเงียบ" ของทีวีที่มาในหลายลักษณะ แต่กระนั้นท่ามกลางความเสี่ยงที่เด็กต้องเผชิญ การปิดทีวีในยุคที่เด็กถูกโอบล้อมด้วยวัฒนธรรมทีวีคงมิใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญแม้ทีวีจะอาจเป็นสื่อที่ซ่อนภัยร้าย แต่ในอีกทางหนึ่งหากปฏิวัติวัฒนธรรมทีวีเสียใหม่ให้สร้างสรรค์ ก็สามารถสร้างคุณประโยชน์ต่อการเรียนรู้เด็กได้ไม่น้อยเช่นกัน

งานวิจัยมากมายทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศได้ทำการวิจัย โดยผลการศึกษาสรุปว่า ทีวี/โทรทัศน์น่าจะถือได้ว่าเป็นสื่อช่วยการเรียนรู้ของเด็กหรือผู้ชมได้ เพราะขณะที่ชมรายการทีวีอยู่นั้น สมองของผู้ชมจะทำงานอย่างว่องไวไม่ต่างจากเวลาที่อ่านหนังสือ ฉะนั้นรายการต่าง ๆ ในทีวีผู้ชมเป็นคนเลือกที่จะเปิดรับเนื้อหาให้เข้าสู่สมอง โดยผ่านทางประสาทตาของผู้ชม ถ้าผู้ชมมีวิจารณญาณในการเลือกรับว่ารายการใดให้ประโยชน์เกิดการพัฒนาความคิด หรือได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ หรือความเป็นไปในสังคม และรายการทีวีก็จะเป็นสื่อสำคัญที่เด็กสามารถเลือกชมได้อย่างสนุกสนานและมีสาระไปพร้อมกัน(7)

ดังที่งานวิจัยหลายชิ้นจึงมีข้อเสนอคล้ายๆ กันว่าพ่อแม่ควรจํากัดเวลาการดูทีวีของลูกให้มีแค่ 1 - 2 ชั่วโมงต่อวัน และควรกําหนดรายการทีวีที่ลูกจะดูด้วย(8) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบทางลบของการดูทีวีลงได้มาก

และด้วยความเข้าใจดังกล่าว จึงจะเห็นได้ว่าในนานาประเทศเขาต่างก็ให้ความสำคัญที่จะปกป้องเด็กๆ จากทีวีด้วยมาตรการหลายรูปแบบ ทั้งในแง่การมีนโยบายเกี่ยวกับการดูแลกำกับสื่อโทรทัศน์หรือทีวีสำหรับเด็กๆ อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกามีกฏหมายของรัฐบาลกลางว่าด้วยการสื่อสารแห่งชาติ ค.ศ. 1996 ได้ระบุเอาไว้ว่าหลังจากกฏหมายฉบับนี้มีผลครบสองปีแล้ว ให้มีการผลิตเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า V-chip เพื่อใช้เป็นเครื่องมือของพ่อแม่ในการควบคุมว่า จะตัดรายการโทรทัศน์ใดจากการเข้าถึงของเด็กๆ(9)

นอกจากนี้ทั้งในสหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนนาดา ต่างก็มีระบบ Rating มาใช้กำหนดมาตรฐานเนื้อหารายการโทรทัศน์สำหรับเด็กด้วย(10) และยังมีมาตรการอื่นๆ ในการดูแลเรื่องเหล่านี้อีกมากมาย ซึ่งอย่างน้อยที่สุด นอกจากจะเป็นการป้องกันภัยเงียบเหล่านี้แล้ว ยังเท่ากับไม่เป็นการปิดกั้นโอกาสต่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือการเรียนรู้ดีๆ ที่มากับรายการดีๆ สำหรับเด็กด้วยเช่นกัน

ในบ้านเราเอง ปัจจุบันนับว่ามีกระแสความเคลื่อนไหวที่ดีที่หลายฝ่ายหันมาใส่ใจเรื่องสื่อทีวีเพื่อเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการ ที่จะทำให้สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อการศึกษาที่ดี สร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน การผลักดันให้มี "นโยบายสื่อเพื่อเด็ก" ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องการจัดผังเวลาให้กับรายการเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก หรือการส่งเสริมและรณรงค์ครอบครัว ชุมชน หรือผู้ชมมีการจัดตั้งองค์กรที่สามารถเข้ามาดูแลรายการโทรทัศน์ มีสิทธิ์มีเสียงที่จะเสนอ หรือประเมินคุณภาพรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อเพื่อเด็กในมิติวัฒนธรรม(11) ซึ่งความเคลื่อนไหวและการรวมพลังกันของทุกฝ่ายที่กล่าว ก็อาจเป็นวิธีที่สำคัญจะทำให้ลูกหลานได้บริโภคสื่อดีๆ ได้มากขึ้น และลดความเสี่ยงกับสิ่งไม่พึงประสงค์ที่มาพร้อมกับรายการทีวีที่เด็กดู

อย่างไรก็ตาม พลังดังกล่าวจะมีมากหรือเข้มแข็งเพียงใด ก็คงต้องหันกลับมาถามพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ทุกคนในวันนี้ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่การสร้างวัฒนธรรมทีวียุคใหม่ที่ไม่ครอบงำเด็กอย่างที่ผ่านมา หากแต่เป็นวัฒนธรรมการสื่อสาร ศึกษาและเรียนรู้ (ทันทีวี/ทันสื่อ) เพื่ออนาคตเด็กและอนาคตสังคมไทย

 

เอกสารอ้างอิง

1. อมรวิชช์ นาครทรรพ และคณะ. เด็กไทยในมิติวัฒนธรรม. กลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกษา, 2548

2. National Coalition for the Protection of Childrn and Families. (www.afec.org/issues/pornography/facts.htm)

3. บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา.โทรทัศน์อันตราย! ,24 กุมภาพันธ์ 2548 18:24 น. ผู้จัดการออนไลน์

4. http://www.phrathai.net/news/show.php?Category=gen&No=48022109

5. http://www.phrathai.net/news/show.php?Category=gen&No=48022109

6. โครงการสำรวจประชาชนและผู้ปกครองในเรื่องผลกระทบของสื่อโทรทัศน์ที่มีต่อเด็กและเยาวชน. สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มพด.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) 2546.

7. สุกัญญา ทองรักษ์. สารคดีทางโทรทัศน์สิ่งดี ๆ ที่ถูกลืม.http://library.kmitnb.ac.th/journal/v004n001/Thai2.html

8. ศันนีย์ ฉัตรคุปต์. สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไร (ฉบับพ่อแม่) กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543

9. บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา.โทรทัศน์อันตราย! ,24 กุมภาพันธ์ 2548 18:24 น. ผู้จัดการออนไลน์

10. คณะวิจัยเรื่องการปฏิรูประบบสื่อ. บทสังเคราะห์การปฏิรูปสื่อ. โครงการ "การปฏิรูประบบสื่อ" ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, มกราคม 2547

11. กระทรวงวัฒนธรรม. เด็กไทยใน ๔ ปีสร้างของรัฐบาลใหม่ : นโยบายและยุทธาศาสตร์วัฒนธรรมเพื่อเด็กไทย, มีนาคม 254

 

 

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I สารบัญเนื้อหา 3
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv(at)yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv(at)yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545(at)yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 540 เรื่อง หนากว่า 6700 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv(at)yahoo.com หรือ
midnight2545(at)yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี xxx-x-xxxxx-x ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv(at)yahoo.com หรือ midnight2545(at)yahoo.com




 

 

นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
ธรรมะวันละคำ โดย กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
โยนิโสมนสิการ - หมายถึงการใช้ความคิดถูกวิธี มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา สืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออก พิเคราะห์ด้วยปัญญา
คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

ข้อมูลจากสถิติในสหรัฐอเมริกายังพบว่าร้อยละ 86
ของอาชญากรทางเพศมีการเสพสื่อลามก (หนังโป๊/หนังสือโป๊) เป็นประจำ
ยิ่งไปกว่านั้น จากการศึกษาประวัติของอาชญากรข่มขืนต่อเนื่อง (serial rapist)
พบว่าเกือบทั้งหมดมีประวัติการเสพสื่อลามกมาตั้งแต่เล็ก

ในปี 1983 รัฐเนวาดา และอลาสก้า
มีสถิติจำนวนผู้ซื้อสื่อลามกเช่นหนังโป๊หรือหนังสือโป๊ไปดูมากที่สุดในสหรัฐ
และทั้งสองรัฐนี้ก็มีสถิติการข่มขืนมากที่สุดในประเทศด้วย มีการประมาณการณ์ว่า ตลอดช่วงชีวิตของเด็กอเมริกันทั่วๆ ไปคนหนึ่ง
เขาจะได้เป็นพยานของความรุนแรงในโทรทัศน์มากมาย กล่าวคือ ฆาตกรรมจำนวน
8,000 ครั้ง และความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ อีก 100,000 ครั้ง

midnightuniv.org
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
บทความฟรีเพื่อนักศึกษา
H